พี่สาวพิมพ์ว่า “ก็เธออยู่ใกล้ที่สุดไม่ใช่เหรอ” ผมพิมพ์ตอบกลับไปว่า “แล้วพี่ส่งเงินมาเดือนละครั้งก็คิดว่าจบแล้วใช่ไหม” หลังจากนั้นเราคุยกันแค่เรื่องจำเป็น งานศพญาติ งานบวชหลาน ยิ้มให้กันในงาน แล้วก็แยกย้าย ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ เรานอนห้องเดียวกัน สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดคือ ตอนที่แม่ยังอยู่ แม่รู้ว่าเราไม่คุยกัน และแม่โทษตัวเอง

ความขัดแย้งเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มที่เงิน

มันเริ่มที่ความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม

คนที่อยู่ใกล้รู้สึกว่าตัวเองเสียสละทุกอย่าง คนที่อยู่ไกลรู้สึกว่าตัวเองส่งเงินมาตลอดแต่ไม่เคยได้รับคำขอบคุณ ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองทำมากกว่า และไม่มีใครเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายทำ

มันเริ่มที่ความรู้สึกผิด

คนที่อยู่ไกลมักรู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น และความรู้สึกผิดมักออกมาในรูปของการวิจารณ์ เช่น ทำไมไม่พาแม่ไปหาหมออีกที่ ทำไมให้แม่กินแบบนี้ การวิจารณ์นั้นฟังในหูคนที่เหนื่อยอยู่ทุกวันแล้วเจ็บมาก

มันเริ่มที่บทบาทเก่าในวัยเด็ก

พี่คนโตที่เคยสั่งได้ ยังสั่งอยู่ คนเล็กที่เคยถูกมองว่ายังเด็ก ก็ยังไม่ถูกฟัง ครอบครัวมักกลับเข้าสู่บทบาทเดิมทันทีเมื่อมีวิกฤต แม้ทุกคนจะอายุห้าสิบกันหมดแล้ว

กติกาที่ช่วยให้คุยกันจบ

ประชุมแบบมีวาระ ไม่ใช่บ่นในไลน์กลุ่ม

ไลน์กลุ่มเป็นที่ที่แย่ที่สุดสำหรับเรื่องนี้ เพราะไม่มีน้ำเสียง ไม่มีสีหน้า และทุกคนตอบตอนอารมณ์ไม่พร้อม นัดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งเวลาให้ชัดว่าใช้เวลาเท่าไหร่ และเขียนหัวข้อไว้ล่วงหน้า

เริ่มจากข้อมูล ไม่ใช่จากความรู้สึก

เขียนออกมาให้เห็นตรงกันว่าในหนึ่งสัปดาห์มีงานอะไรบ้าง พาไปหาหมอ ซื้อของ จ่ายบิล อาบน้ำ ทำกับข้าว เฝ้ากลางคืน จัดยา ติดต่อโรงพยาบาล เมื่อทุกคนเห็นรายการเต็ม ๆ ความเข้าใจจะเปลี่ยนไปเองโดยไม่ต้องเถียง

แบ่งงานตามความถนัดและเงื่อนไขจริง

คนที่อยู่ไกลอาจรับผิดชอบเรื่องเอกสาร นัดหมาย ประกัน และการหาข้อมูล ซึ่งทำจากที่ไหนก็ได้ คนที่อยู่ใกล้รับงานที่ต้องอยู่ตรงนั้น และคนที่มีรายได้มากกว่ารับสัดส่วนค่าใช้จ่ายมากกว่า สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องมีงานจริง ไม่ใช่มีแค่ความเห็น

ให้คนที่ดูแลหลักได้พักจริง ๆ

ตกลงกันเป็นตารางว่าเดือนละกี่วันที่คนอื่นมารับช่วง ไม่ใช่พูดลอย ๆ ว่าถ้าเหนื่อยก็บอกนะ เพราะคนที่เหนื่อยที่สุดมักเป็นคนที่ไม่กล้าบอกที่สุด

เขียนสิ่งที่ตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจกัน แต่เพราะความจำของคนเราปรับให้เข้าข้างตัวเองเสมอ บันทึกสั้น ๆ ว่าใครทำอะไร จ่ายเท่าไหร่ ทบทวนกันทุกกี่เดือน ช่วยลดการทะเลาะได้มากกว่าที่คิด

Logo ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านลลิสา eng version

“ให้เราช่วยดูแลคนที่คุณรัก โทรหาเราตอนนี้”

เรื่องเงิน ที่ควรพูดให้ชัดตั้งแต่ต้น

แยกให้ชัดระหว่างเงินของท่านกับเงินของลูก ถ้าใช้เงินของท่านในการดูแล ควรมีบันทึกรายรับรายจ่ายที่ทุกคนดูได้ เพราะความคลุมเครือเรื่องนี้คือชนวนที่ระเบิดแรงที่สุดในทุกครอบครัว

และถ้าลูกคนหนึ่งต้องลาออกจากงานมาดูแล ควรคุยกันตรง ๆ ว่านั่นคือต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกมองว่าเป็นความสมัครใจล้วน ๆ

เมื่อทางออกที่ดีที่สุดคือทางที่ไม่มีใครต้องเสียสละคนเดียว

หลายครอบครัวพบว่า พอเปลี่ยนจากการถกเถียงว่าใครควรดูแล มาเป็นการหาทีมที่ดูแลได้จริง ความขัดแย้งก็คลี่คลายเอง

การใช้ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ภาระที่เคยกองอยู่ที่คนเดียวกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมรับผิดชอบได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น คนที่อยู่ไกลช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย คนที่อยู่ใกล้แวะเยี่ยมได้บ่อย และไม่มีใครต้องแลกทั้งชีวิตตัวเองไปกับเรื่องนี้

ที่สำคัญที่สุดคือ พี่น้องได้กลับมาเป็นพี่น้องกันอีกครั้ง แทนที่จะเป็นคู่กรณี

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านลลิสา วิภาวดี

ที่ บ้านลลิสา เราคุยกับครอบครัวมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งครอบครัวที่ตกลงกันได้ตั้งแต่ครั้งแรก และครอบครัวที่มาพร้อมความขัดแย้งสะสมหลายปี

  • ทีมผู้ดูแลและพยาบาลวิชาชีพดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ตามแผนการดูแลรายบุคคล
  • รายงานความเป็นอยู่ของท่านถึงครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน
  • ค่าบริการที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ช่วยให้ครอบครัววางแผนร่วมกันได้ง่ายขึ้น
  • เปิดให้เข้าเยี่ยมตามเวลาที่กำหนด เพื่อให้ลูกหลานยังได้ใช้เวลากับท่านในฐานะลูก ไม่ใช่ในฐานะผู้ดูแลที่เหนื่อยล้า
  • ยินดีให้ครอบครัวเข้ามาคุยพร้อมกันก่อนตัดสินใจ

นัดคุยกับทีมบ้านลลิสาได้ที่ [088-252-4336] | LINE [@baanlalisa] | ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Logo ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านลลิสา eng version

“ให้เราช่วยดูแลคนที่คุณรัก โทรหาเราตอนนี้”

พาร์ทเนอร์ของเรา

Scripts in footer