เมื่อพูดถึงการเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ การกินอาหารที่มีประโยชน์ หรือการมองหา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่ได้มาตรฐาน แต่มีอีกหนึ่งมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน ทว่ามักถูกละเลยเพราะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องที่ดูน่าอึดอัดใจที่จะพูดถึงในครอบครัว นั่นคือ “สิทธิทางกฎหมายและการวางแผนมรดก” ครับ
ความจริงในเชิงการแพทย์และกฎหมายระบุว่า เมื่อผู้สูงอายุเริ่มก้าวเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง หรือเริ่มมีภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ความสามารถในการทำนิติกรรมตามกฎหมายจะลดลงทันที หากไม่มีการวางแผนและแต่งตั้งตัวแทนไว้ตั้งแต่ในขณะที่ท่านยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อาจนำไปสู่ปัญหาวุ่นวายทางกฎหมาย ความขัดแย้งในหมู่ลูกหลาน หรือแม้แต่การที่ไม่สามารถนำเงินของผู้สูงอายุออกมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลของท่านเองได้
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านลลิสา เราใส่ใจในทุกรายละเอียดของชีวิตผู้สูงวัย บทความนี้เราจึงขอทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงกางตำรากฎหมายฉบับเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้คุณและครอบครัวร่วมกันวางแผนปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของคนที่คุณรักอย่างถูกต้องและไร้กังวล
ในทางกฎหมายไทย บุคคลจะทำนิติกรรม (เช่น โอนที่ดิน เบิกเงิน ถอนเงิน) ได้ ต้องมีความสามารถตามกฎหมาย แต่หากผู้สูงอายุเจ็บป่วยจนไม่สามารถดูแลตัวเองได้ กฎหมายจะแบ่งระดับความสามารถออกเป็น 3 ขั้นตามความรุนแรงของโรค:
1. บุคคลที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
ท่านยังมีสิทธิ์ขาดในการจัดการทรัพย์สินของตนเอง 100% ช่วงเวลานี้คือ “ช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ในการทำพินัยกรรม หรือทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า เพราะจะมีผลสมบูรณ์ที่สุดในทางกฎหมายและยากต่อการถูกโต้แย้งในอนาคต
2. บุคคลเสมือนไร้ความสามารถ
คือผู้ที่กายพิการ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกลจริต (เช่น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น หรือผู้ป่วยอัมพฤกษ์ที่พูดลำบากแต่ยังเข้าใจความหมาย) ศาลอาจสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถและแต่งตั้ง “ผู้พิทักษ์” (Curator) ขึ้นมาดูแล โดยผู้สูงอายุจะยังทำนิติกรรมบางอย่างได้เอง แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน
3. บุคคลไร้ความสามารถ
คือผู้ที่มีจิตวิกลจริตอย่างรุนแรง ไม่รับรู้อะไรแล้ว (เช่น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะรุนแรง หรือผู้ป่วยเจ้าชายนิทรา) ศาลจะสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถและแต่งตั้ง “ผู้อนุบาล” (Guardian) ขึ้นมาทำหน้าที่แทน 100% ผู้สูงอายุจะไม่สามารถทำนิติกรรมใด ๆ ได้เองเลย หากทำไปจะตกเป็นโมฆะทันที
การทำพินัยกรรมไม่ใช่แช่งตัวเองครับ แต่มันคือการแสดงความรักและความรับผิดชอบขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องมาผิดใจกันเพราะเรื่องทรัพย์สินหลังจากที่ท่านจากไปแล้ว
รูปแบบพินัยกรรมที่นิยมและปลอดภัยที่สุด:
นอกจากพินัยกรรมฝ่ายเมืองที่จัดการเรื่องทรัพย์สินแล้ว ยังมีกฎหมายอีกฉบับที่เรียกว่า “พินัยกรรมชีวิต” (Living Will) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าได้ว่า “หากตนเองตกอยู่ในสภาวะวาระสุดท้ายของชีวิต (เช่น สมองตาย หรือพึ่งพิงเครื่องช่วยหายใจโดยไม่มีทางรักษาหาย) ต้องการให้แพทย์ยื้อสัญญาณชีพต่อไปหรือไม่”
การทำ Living Will ช่วยลดความกดดันและตราบาปในใจของลูกหลานได้มหาศาลครับ เพราะลูกหลานไม่ต้องมานั่งเถียงกันหน้าห้อง ICU ว่าจะ “ถอดหรือไม่ถอดเครื่องช่วยหายใจ” แต่เป็นการทำตามเจตนารมณ์ที่ผู้สูงอายุได้เลือกไว้เองอย่างมีศักดิ์ศรี
นี่คือวิกฤตจริงที่พบบ่อยมากครับ คุณพ่อคุณแม่นอนป่วยอยู่ในห้อง ICU หรือพักฟื้นใน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องจ่าย แต่เงินทั้งหมดของท่านอยู่ในบัญชีธนาคารส่วนตัว ลูกหลานไม่สามารถถอนออกมาได้เพราะธนาคารปฏิเสธเนื่องจากเจ้าของบัญชีไม่สามารถมาแสดงตัวหรือลงลายมือชื่อได้
วิธีป้องกันและแก้ไข:
ที่ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านลลิสา เราเชื่อว่าความอุ่นใจที่แท้จริงเกิดจากการจัดระเบียบชีวิตที่ดีในทุก ๆ ด้าน เราไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ดูแลทางกายภาพหรือจัดยาให้ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เราคือที่ปรึกษาและพาร์ทเนอร์ของครอบครัวที่พร้อมให้คำแนะนำในเรื่องการเตรียมความพร้อมทางกฎหมายและสิทธิ์ต่าง ๆ ของผู้สูงวัย ภายใต้การดูแลที่มีมาตรฐาน ความสะอาด และความปลอดภัยระดับสากล เราช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเชิงสิทธิ์และหน้าที่ของคนในครอบครัวเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด เพื่อให้เงินทองและทรัพย์สินที่คุณพ่อคุณแม่สร้างมาทั้งชีวิต ถูกนำมาใช้เพื่อการดูแลรักษาสุขภาพของท่านอย่างคุ้มค่าและมีความสุขที่สุด การเลือก บ้านลลิสา จึงเป็นการเลือกความมั่นคงและสมบูรณ์แบบในการบริหารจัดการชีวิตวัยเกษียณอย่างมีอารยะและไร้ข้อกังวลใจในระยะยาวครับ
©2019 – 2024 BAAN LALISA SERVICE GROUP CO., LTD. All Rights Reserved.